 |
เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาและข้อจำกัด ในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพราะมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบไม่เอื้ออำนวยที่จะก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ โดยมีลุ่มน้ำหลัก 3 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำโขง (สาขาที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อไปเรียกว่า โขงอีสาน) ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล เป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุม 19 จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเป็นพื้นที่ประมาณ 103.5 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ใช้ทำการเกษตรได้มีเพียง 57.75 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ชลประทาน 5.93 ล้านไร่ (ร้อยละ 10.27 ของพื้นที่การเกษตร) ที่เหลือต้องอาศัยน้ำฝน ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งและอุทกภัยสลับกันทุกปี ที่ผ่านมากรมชลประทาน ได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ชลประทานได้มากนัก พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 90 ยังคงพึ่งพาน้ำฝน ถึงแม้ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณฝนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ก็มีปัญหาฝนตกไม่สม่ำเสมอและกระจายไม่ทั่วทั้งพื้นที่ โดยมีปริมาณฝนมากบริเวณจังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งมีแหล่งเก็บน้ำไว้ได้ไม่มาก ในขณะที่พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี มีลักษณะภูมิประเทศที่สามารถก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำได้แต่ก็มีปริมาณฝนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย และมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในการพัฒนาแหล่งน้ำ พื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของลุ่มน้ำชีและมูล เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมที่เกิดจากน้ำหลาก ปัญหาขาดแคลนน้ำอันเกิดจากฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนและการใช้น้ำในฤดูแล้งเพราะแหล่งเก็บน้ำต้นทุนมีน้อย ทำให้มีผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่นาน้ำฝนต่ำกว่าพื้นที่เกษตรชลประทานเกือบเท่าตัว ส่วนในฤดูแล้งเพาะปลูกได้น้อยมากในบางส่วนของพื้นที่ชลประทานเท่านั้น เป็นเหตุให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายได้ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของเกษตรกรทั้งประเทศเกือบเท่าตัว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาวางแผน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยวิธีการและแนวทางต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องมีความแตกต่างจากการพัฒนาแหล่งน้ำแบบเดิม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาการเกษตรชลประทานโดยเร็ว เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ราษฎรอย่างเสมอภาค และยั่งยืน
สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ.2545 กรมชลประทานได้รับโอนโครงการโขง-ชี-มูล มาจากกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (ปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน) โดยได้รับโอนโครงการที่พัฒนาแล้วในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาการใช้น้ำภายในประเทศ ได้แก่ โครงการฝายต่างๆ ในลำน้ำชีและลำน้ำมูล ซึ่งปัจจุบันเป็นการพัฒนาพื้นที่ชลประทานของโครงการต่างๆ ส่วนการพัฒนาระยะที่ 2 และ 3 นั้น เป็นการพัฒนาการใช้น้ำระหว่างประเทศ (จากแม่น้ำโขง) ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาโครงการ โขง-ชี-มูล ตามแผนพัฒนาระยะที่ 2 นั้น จะเป็นการสูบน้ำโขงจากปากลำน้ำห้วยหลวง จังหวัดหนองคาย แล้วสูบน้ำทอยต่อจากประตูระบายน้ำห้วยหลวงไปยังหนองหานกุมภวาปีแล้วปล่อยลงสู่อ่างเก็บน้ำลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งน้ำให้แก่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ส่วนแผนพัฒนาระยะที่ 3 เป็นการสูบน้ำโขงที่ปากน้ำเลยเพื่อยกน้ำข้ามภูเขาส่งให้พื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำชีและมูล ซึ่งเป็นการใช้พลังงานในการสูบน้ำ
ด้วยเหตุที่การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อการสูบน้ำ ทำให้ต้องมีการจัดหาพลังงานไฟฟ้า และมีค่าใช้จ่ายสูงต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นกรมชลประทานจึงได้พิจารณาแนวทางผันน้ำจากแม่น้ำโขงในรูปแบบอื่นๆ พบว่ามีความเป็นไปได้และมีศักยภาพในการผันน้ำโขงที่ปากแม่น้ำเลย โดยการพิจารณาปรับปรุงสภาพลำน้ำของแม่น้ำเลยบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำจากแม่น้ำโขงสามารถไหลย้อนเข้ามาในปากน้ำของแม่น้ำเลยได้ในปริมาณมาก และมีความเป็นไปได้ทางด้านวิศวกรรมที่จะผันน้ำเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง โดยได้มีการศึกษาเบื้องต้นของโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ตามยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะยาว โดยการผันน้ำระหว่างประเทศภายใต้แผนหลักในการบรรเทาภัยแล้งใน "รายงานศึกษาโครงการจัดทำแผนหลัก บรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในลุ่มน้ำชี-มูล" เดือนพฤษภาคม 2551 ผลการ ศึกษาพบว่า มีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรมและมีความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ โดยจะผันน้ำจากแม่น้ำโขงด้วยอุโมงค์ผันน้ำโดยแรงโน้มถ่วงของโลก ให้น้ำไหลลงสู่ลำพะเนียง และต้นน้ำพอง มีการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอุโมงค์ผันน้ำ พื้นที่ในลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และพื้นที่ตามคลองชลประทานที่ขุดขึ้นใหม่ จะทำให้สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลได้ประมาณ 17.9 ล้านไร่ นอกจากนี้แล้ว ในเบื้องต้นพบว่าการผันน้ำโขงโดยแรงโน้มถ่วง สามารถพัฒนาพื้นที่การเกษตรในโขงอีสานได้อีก ประมาณ 4 ล้านไร่ รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 21.9 ล้านไร่
กรมชลประทาน จึงดำเนินการศึกษา โครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategy Environmental Assessment : SEA) โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ครม. มีมติเห็นชอบ 8 กันยายน 2552) โครงการศึกษาฯ จะใช้เวลา 720 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 จนถึงวันที่ 5 กันยายน 2554
|
 |
 |
 |
|