คุณอยู่ที่: หน้าแรก แนวทางในการศึกษา

จำนวนผู้เข้าเยื่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้32
mod_vvisit_counterเมื่อวาน855
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3888
mod_vvisit_counterเดือนนี้10541
mod_vvisit_counterรวมทั้งสิ้น257002

ผู้เข้าชมขณะนี้  1 คน
IPคุณคือ: 38.107.179.226
วันนี้: 23 กุมภาพันธ์ 2012
แนวทางในการศึกษา PDF พิมพ์
แนวทางและขั้นตอนการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
  1. การศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA)ประกอบด้วย พิจารณาแนวผันน้ำ รูปแบบ และวิธีการผันน้ำโขงที่ปากแม่น้ำเลยโดยแรงโน้มถ่วงเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับ การพิจารณาแนวทางฉบับร่างของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) การพิจารณาวิธีการที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล และเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบล่วงหน้าและแผนเฝ้าระวัง ติดตาม และจัดให้มีการดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน
  2. การศึกษาและจัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมของการผันน้ำโขงโดยแรงโน้มถ่วง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยประเด็นต่างๆ ดังนี้
    1. ศึกษารูปแบบและวิธีการการผันน้ำจากแม่น้ำโขง โดยแรงโน้มถ่วงบริเวณปากแม่น้ำเลยที่เหมาะสม โดยพิจารณาศักยภาพการเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของแม่น้ำโขง ตามแผนพัฒนาในระยะต่างๆ
    2. ศึกษารูปแบบและวิธีการส่งน้ำชลประทานที่เหมาะสมทั้งระบบแรงโน้มถ่วงและระบบกระจาย น้ำอื่นๆ รวมทั้งการพิจารณาระบบเก็บกักน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่ผันจากแม่น้ำโขง
    3. ศึกษาความเหมาะสมของระบบชลประทาน โดยเน้นระบบแรงโน้มถ่วงเป็นหลัก สำหรับการขยายพื้นที่ชลประทานเดิม พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ การเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามริมแม่น้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำสาขา โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง พื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการพัฒนาแหล่งน้ำ หรือพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาแหล่งน้ำในอดีต อาทิเช่น พื้นที่อพยพของเขื่อนอุบลรัตน์ พื้นที่ลุ่มน้ำพรมที่มีการผันน้ำไปใช้ในลุ่มน้ำข้างเคียง และพื้นที่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาตามแผนของโครงการโขง-ชี-มูล เป็นต้น
    4. ศึกษารูปแบบการพัฒนาด้านเกษตรชลประทานที่เหมาะสม ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ความต้องการและความคุ้นเคยของราษฎร สภาพดินเค็ม ตลาดผลผลิต การประหยัดพลังงาน แรงงานเกษตร พืชพลังงาน พืชใช้น้ำน้อย ฯลฯ โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการพิจารณาเสนอรูปแบบการพัฒนาเกษตรชลประทานในกรณีต่างๆ
    5. การประเมินความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันและอนาคต เป็นการศึกษาความต้องการใช้น้ำด้านการเกษตร รวมทั้งประเมินการใช้น้ำด้านอื่นๆ เช่น ด้านปศุสัตว์ ประมง อุตสาหกรรม การรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำโขง และในแม่น้ำชี-มูล และสาขา การใช้น้ำแบบประหยัดและมีประสิทธิภาพ
    6. ศึกษาประเมินผลประโยชน์โครงการในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านชลประทาน ไฟฟ้าพลังน้ำ บรรเทาอุทกภัย น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่ออุตสาหกรรม ปศุสัตว์ การรักษาระบบนิเวศ ประมง คมนาคม ขนส่งทางน้ำ (Logistics) การเสริมระดับน้ำใต้ดิน ฯลฯ
    7. ศึกษาศักยภาพด้านไฟฟ้าพลังน้ำขององค์ประกอบการผันน้ำ การส่งน้ำ โดยพิจารณาร่วมกับการบริหารจัดการน้ำด้านท้ายน้ำ
    8. การศึกษาด้านเศรษฐกิจ-สังคม ศึกษาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ-สังคม และการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีโครงการ ทั้งในส่วนของผลประโยชน์และผลกระทบ โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิอย่างเหมาะสม
    9. ศึกษาจัดทำแผนงานตามแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งพิจารณาถึงองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ เช่น ลำดับความสำคัญของปัญหาความเดือดร้อน ความคุ้มทุน งบประมาณการลงทุน ระยะเวลาก่อสร้างที่เป็นไปได้ ฯลฯ
    10. ศึกษารูปแบบองค์การบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมในระดับต่างๆ รวมทั้งเสนอแนวทาง การพัฒนากรณีที่มีปัญหากฎหมายและระเบียบต่างๆ
    11. การสำรวจด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยาและปฐพีกลศสตร์ เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาศึกษาและวิเคราะห์โครงการในด้านต่างๆ
    12. ศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเงิน และด้านสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Tangible & Intangible และ Cost Recovery)
  3. การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขและติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Mitigation Plan : EIMP) ตามแนวทางของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยมีสาระครอบคลุมประเด็นหลัก คือ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณภาพชีวิต
  4. การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA) โดยพิจารณาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพทั้งโครงการ และผลกระทบตามระยะการพัฒนา
  5. การศึกษาประเมินผลกระทบด้านสังคม (Social Impact Assessment : SIA) รวมทั้งแผนแก้ไขผลกระทบ โดยพิจารณาการประเมินผลกระทบด้านสังคมทั้งโครงการ และผลกระทบตามระยะการพัฒนา
  6. ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำ การวิเคราะห์สมดุลน้ำและการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ส่งมอบข้อมูลพร้อมแบบจำลองและจัดฝึกอบรม และศึกษาระบบ/ศูนย์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำ โดยการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
  7. ศึกษาด้านชลศาสตร์ของระบบผันน้ำและระบบกระจายน้ำ โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ เพื่อศึกษาด้านชลศาสตร์ของการผันน้ำตั้งแต่ปากแม่น้ำเลยผ่านอุโมงค์ผันน้ำ และระบบการระบายน้ำไปยังลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำสาขาจัดทำแบบจำลองการสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ (3D-Animation) รวมทั้งส่งมอบข้อมูลพร้อมแบบจำลองและจัดฝึกอบรม
  8. การศึกษาและติดตั้งสถานีวัดน้ำท่าของแม่น้ำโขงที่บริเวณปากแม่น้ำเลย เนื่องจากปัจจุบัน ไม่มีสถานีวัดน้ำโขงในบริเวณดังกล่าว และดำเนินงานวัดน้ำในระหว่างการศึกษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษา
  9. การศึกษาและจัดทำแปลงทดลอง เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมในการส่งน้ำ ในพื้นที่ที่มีความเค็มระดับต่างๆ โดยดำเนินงานตามกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับประชาชนในการจัดทำแปลงทดลอง และจัดทำเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่แปลงทดลอง เสนอรูปแบบและวิธีการทดลองที่คำนึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น
  10. การจัดทำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems : GIS) ทั้งระบบข้อมูลเชิงเส้น และข้อมูลดาวเทียม (หากจำเป็น) เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ การวางระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และใช้ประกอบงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และส่งมอบข้อมูลพร้อมจัดฝึกอบรม
  11. การดำเนินงานส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยจัดให้มีการมีส่วนร่วม ในหลายระดับของการมีส่วนร่วม เช่น ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินกิจกรรมในการวางแผนการใช้น้ำในพื้นที่ รวมทั้งในระดับที่มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ต่างๆ และสร้างกิจกรรมให้กลุ่มเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วม และเป็นการเตรียมความพร้อมของกลุ่มผู้ใช้น้ำที่จะรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต
  12. การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ งานมวลชนสัมพันธ์ในเชิงรุก รวมทั้งการจัดทำ Webpage เพื่อเผยแพร่ข้อมูล และจัดทำสื่อที่สามารถทำให้เข้าใจโครงการได้ง่าย โดยสามารถใช้ได้ในระหว่างศึกษาและหลังการศึกษา ได้แก่ การจัดทำแบบจำลองเชิงภูมิสถาปัตยกรรมที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย วีดีทัศน์ที่แสดงภาพแบบ Bird eye view และภาพจำลองภาพที่เคลื่อนไหวได้ (Animation) โดยแสดงพื้นที่ศึกษา องค์ประกอบการพัฒนาโครงการ และแสดงการไหลของน้ำนับจากการผันน้ำโขงไปยังปลายคลองชลประทาน และการส่งน้ำไปยังพื้นที่ชลประทาน